เปิดโลกความคิดชาวบลูโซน 5 เคล็ดลับสร้างความสุขและอายุยืนย...

เปิดโลกความคิดชาวบลูโซน 5 เคล็ดลับสร้างความสุขและอายุยืนยาวจากภายใน

webmaster

블루존 라이프스타일의 정신적 측면 - **Prompt:** "A serene scene of an elderly Thai grandmother, with kind eyes and a gentle smile, weari...

พูดถึงเรื่องอายุยืนยาว เรามักจะนึกถึงอาหารคลีนกับการออกกำลังกายใช่ไหมคะ? แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่ามี “Blue Zone” หรือดินแดนมหัศจรรย์ที่ผู้คนอายุยืนถึง 100 ปี แถมยังสุขภาพดีและมีความสุขมากๆ ด้วยใจที่สงบอีกด้วยนะ ช่วงนี้ต้าสังเกตเห็นว่าคนหันมาใส่ใจสุขภาพจิตกันเยอะขึ้นมากๆ เลยค่ะ เพราะชีวิตที่เร่งรีบและความเครียดรอบตัวมันถาโถมเข้ามาจริงๆ จากประสบการณ์ที่ต้าได้ศึกษาเรื่องนี้มาหลายปี สิ่งที่สัมผัสได้เลยคือเคล็ดลับความยืนยาวไม่ได้อยู่ที่แค่ร่างกายภายนอกเท่านั้นนะ แต่พลังสำคัญมาจากภายในจิตใจเลยล่ะ ทั้งการมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน การเชื่อมโยงกับชุมชนและเพื่อนพ้องอย่างอบอุ่น รวมถึงการรู้จักผ่อนคลายความเครียดอย่างเป็นธรรมชาติ วิถีเหล่านี้แหละค่ะ ที่ทำให้คนใน Blue Zone มีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีความสุข และมีชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย จนเป็นแรงบันดาลใจให้เราหันมาดูแลใจตัวเองในแบบองค์รวมกันมากขึ้น วันนี้ต้าจะพาเพื่อนๆ ไปเจาะลึกมุมมองด้านจิตใจของ Blue Zone กันค่ะ ว่าเราจะนำมาปรับใช้กับชีวิตในเมืองของเราให้มีความสุขและยืนยาวได้ยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลย!

ค้นหา “อิิกะไก” ในแต่ละวันของเรา

블루존 라이프스타일의 정신적 측면 - **Prompt:** "A serene scene of an elderly Thai grandmother, with kind eyes and a gentle smile, weari...
จากที่ต้าได้ศึกษามานะคะ คนใน Blue Zone หลายๆ ท่านไม่ได้แค่อยู่ไปวันๆ แต่พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่า “อิิกะไก” หรือเป้าหมายในการตื่นขึ้นมาทุกเช้าเลยล่ะค่ะ มันไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เสมอไปนะ บางทีก็แค่การได้ดูแลสวนผักเล็กๆ การได้สอนหลานเย็บปักถักร้อย หรือการได้ช่วยเพื่อนบ้านที่กำลังลำบาก ต้าสัมผัสได้เลยว่าการมีเป้าหมายแบบนี้มันช่วยให้จิตใจเรามีพลัง มีชีวิตชีวา เหมือนมีแสงสว่างนำทางในทุกวัน ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม การที่เรามีอะไรให้โฟกัส มีสิ่งที่เรารู้สึกว่ามีคุณค่าและอยากจะทำมันให้สำเร็จ มันทำให้เราลืมเรื่องความทุกข์ ความกังวลไปได้เยอะเลยนะคะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าทุกเช้าเราตื่นมาแล้วรู้สึกว่ามีอะไรที่รอให้เราไปทำ มีคนที่รอให้เราไปดูแล หรือมีสิ่งที่เราอยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม มันจะทำให้วันนั้นของเรามีความหมายขึ้นมาทันที ต้าเองก็เคยรู้สึกเคว้งคว้างตอนที่ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่พอได้ลองลิสต์สิ่งที่อยากทำเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันดู มันทำให้รู้สึกดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ ความสุขที่เกิดขึ้นจากการได้ทำสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่แค่ความสุขชั่วคราว แต่มันคือความอิ่มเอมใจที่อยู่ลึกๆ ข้างใน เป็นพลังงานดีๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิตให้เราเดินหน้าต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุขอย่างยั่งยืนจริงๆ นะคะ

เป้าหมายเล็กๆ ที่เติมเต็มชีวิต

เพื่อนๆ อาจจะคิดว่า “อิิกะไก” มันต้องยิ่งใหญ่เสมอไปใช่ไหมคะ? แต่จากประสบการณ์ของต้าและสิ่งที่ต้าได้เรียนรู้มา มันไม่ใช่เลยค่ะ บางทีเป้าหมายเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวันนี่แหละที่มีพลังมหาศาล อย่างการได้อ่านหนังสือเล่มโปรดก่อนนอน การได้ชงกาแฟหอมๆ ให้ตัวเองในตอนเช้า หรือการได้โทรศัพท์หาคนที่เรารักเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เติมเต็มชีวิตของเราให้มีความหมายมากขึ้นโดยที่เราอาจจะไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ ต้าลองสังเกตจากคุณย่าคุณยายที่ต้าเคยไปสัมภาษณ์มานะคะ พวกท่านจะเล่าถึงความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันได้อย่างละเอียดและมีความสุขมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นดอกไม้บานในสวน การได้ทำอาหารที่ลูกหลานชอบ หรือการได้นั่งคุยกับเพื่อนบ้านถึงเรื่องราวในอดีต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลย แต่กลับเป็นพลังใจที่ทำให้พวกท่านมีชีวิตชีวาและอยากตื่นมาใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างมีความหมาย ต้าคิดว่าการที่เราใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราแบบนี้แหละค่ะ ที่จะช่วยให้เราค้นพบความสุขที่แท้จริงและเติมเต็มชีวิตของเราให้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกและเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม ขอแค่เราให้ความสำคัญกับมัน

คุณค่าที่ส่งต่อให้คนรอบข้าง

นอกจากเป้าหมายเพื่อตัวเองแล้ว การที่เราได้ส่งต่อคุณค่าบางอย่างให้กับคนรอบข้างหรือชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของ “อิิกะไก” ใน Blue Zone เลยล่ะค่ะ ต้าเคยเห็นคุณลุงคนหนึ่งที่เกาะโอกินาวา ท่านไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไรเลยนะคะ แต่ทุกเช้าท่านจะปั่นจักรยานไปช่วยทำความสะอาดวัดในหมู่บ้าน และคอยเล่าเรื่องราวดีๆ ให้เด็กๆ ฟัง การได้เห็นแววตาแห่งความสุขของท่านมันทำให้ต้าเข้าใจเลยว่า การให้และแบ่งปันมันคือความสุขที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่การให้สิ่งของนะ แต่คือการให้เวลา ให้ความรู้ ให้รอยยิ้ม ให้กำลังใจ หรือแม้แต่ให้การรับฟังที่ดี ต้าเองก็เคยมีช่วงที่รู้สึกว่าชีวิตมันไร้จุดหมายมากๆ เลยค่ะ แต่พอได้ลองอาสาไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่มูลนิธิสัตว์พิการ ต้าได้สัมผัสถึงความสุขจากการได้เห็นสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งมีชีวิตที่ดีขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจมากๆ เลยค่ะ มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่า ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นและโลกใบนี้ได้อีกด้วย การได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละค่ะ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้เราอยากตื่นมาทำสิ่งดีๆ ในทุกๆ วัน

พลังแห่งการเชื่อมโยง: สร้างสายสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

Advertisement

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสิ่งหนึ่งที่ต้าสัมผัสได้จากคนใน Blue Zone คือพวกเขามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรอบข้างมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือชุมชน มันไม่ใช่แค่การรู้จักกันผิวเผินนะ แต่มันคือการได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แบ่งปันความสุขความทุกข์ และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ จากที่ต้าได้สังเกตมา การที่เรามีคนที่เราสามารถพึ่งพาได้ มีคนที่พร้อมจะรับฟังเราในวันที่เราท้อแท้ หรือมีคนที่พร้อมจะเฉลิมฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของเรา มันช่วยให้จิตใจเราเข้มแข็งขึ้นได้มากจริงๆ ค่ะ เหมือนกับว่าเราไม่ได้เผชิญโลกนี้อยู่คนเดียว ต้าจำได้ว่าตอนไปที่ซาร์ดิเนีย ต้าเห็นคุณยายหลายท่านนั่งคุยกันที่ลานกลางหมู่บ้านทุกวัน เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้กันฟัง หัวเราะกันคิกคักๆ ต้าเห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากๆ เลยค่ะ มันแสดงให้เห็นว่าการมีพื้นที่ปลอดภัยที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและได้รับการยอมรับ มันสำคัญต่อสุขภาพจิตของเราขนาดไหน ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากๆ ต้าก็พยายามเตือนตัวเองเสมอให้แบ่งเวลาไปเจอเพื่อนๆ หรือครอบครัวจริงๆ บ้าง เพราะการได้มองหน้ากัน ได้สัมผัสถึงอ้อมกอด หรือได้ฟังเสียงหัวเราะจากคนที่เราสนิท มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากการคุยผ่านหน้าจอมากๆ เลยค่ะ มันคือพลังงานบวกที่เติมเต็มใจเราได้อย่างแท้จริง

ชุมชนเข้มแข็ง หัวใจอิ่มเอม

สิ่งหนึ่งที่ต้าประทับใจมากๆ จาก Blue Zone ก็คือ “ชุมชน” นี่แหละค่ะ มันไม่ใช่แค่สถานที่รวมตัวกันนะ แต่มันคือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งมากๆ คนในชุมชนจะดูแลกันเหมือนญาติพี่น้องจริงๆ ค่ะ ต้าเคยไปที่อิคคาเรีย ประเทศกรีซ และเห็นว่าคนในหมู่บ้านจะคอยช่วยเหลือกันตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เลยค่ะ ถ้ามีใครเจ็บป่วย เพื่อนบ้านก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแล ทำอาหารให้ หรือแม้แต่ช่วยงานในสวน ต้าสัมผัสได้เลยว่าความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เข้มแข็งแบบนี้มันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย มีคุณค่า และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลยค่ะ ในชีวิตประจำวันของเรา บางทีเราก็อาจจะไม่ได้มีชุมชนที่แน่นแฟ้นขนาดนั้นใช่ไหมคะ แต่ต้าว่าเราสามารถเริ่มต้นสร้างมันได้จากคนรอบตัวเรานี่แหละค่ะ ลองทักทายเพื่อนบ้านบ้าง ชวนเพื่อนร่วมงานไปกินข้าวกลางวัน หรือเข้าร่วมกิจกรรมของหมู่บ้านหรือคอนโดดูสิคะ ต้าเคยลองทำแล้วรู้สึกเลยว่าการได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมันทำให้ชีวิตเรามีสีสันมากขึ้นเยอะเลยค่ะ และเมื่อเรามีปัญหา เราก็จะรู้ว่ามีคนพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเราเสมอ นั่นแหละค่ะคือความอบอุ่นใจที่แท้จริง

มิตรภาพที่เยียวยาจิตใจ

มิตรภาพที่ดีก็เหมือนยาชั้นดีที่ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้นะคะ จากที่ต้าสังเกตมา คนที่อายุยืนใน Blue Zone ส่วนใหญ่จะมีเพื่อนสนิทที่คบกันมายาวนานมากๆ ค่ะ พวกเขาจะคอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา และอยู่เคียงข้างกันในทุกสถานการณ์ ต้าคิดว่าการที่เรามีเพื่อนที่เข้าใจเราจริงๆ โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรมาก มันเป็นเรื่องที่ล้ำค่ามากๆ เลยนะ บางทีแค่ได้ระบายความรู้สึกออกมา หรือแค่ได้หัวเราะไปด้วยกัน มันก็ช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้แล้วค่ะ ต้าเองก็มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนค่ะ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน พอได้กลับมาเจอกันหรือได้คุยกัน มันก็รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้หัวเราะกับเรื่องไร้สาระ ได้ปรับทุกข์กัน มันเป็นพลังงานดีๆ ที่ทำให้ต้ามีกำลังใจที่จะสู้กับชีวิตต่อไปเลยค่ะ ฉะนั้นแล้ว อย่าลืมให้เวลากับมิตรภาพดีๆ รอบตัวเรานะคะ เพราะเพื่อนแท้คือของขวัญล้ำค่าที่ช่วยเยียวยาจิตใจและทำให้ชีวิตเรามีความสุขและยืนยาวขึ้นได้จริงๆ

ผ่อนคลายความเครียดแบบคนอายุยืน: ไม่เร่งรีบ ไม่เร่งรัด

ในโลกที่ทุกอย่างดูจะเร่งรีบไปหมด ต้าเชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้สึกว่าความเครียดมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้วใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่ต้าเรียนรู้จากคนใน Blue Zone คือพวกเขาไม่ได้ปล่อยให้ความเครียดเข้ามาครอบงำชีวิตค่ะ พวกเขามีวิธีจัดการกับมันอย่างเป็นธรรมชาติและไม่เร่งรัด ต้าสัมผัสได้เลยว่าการที่พวกเขามีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องแข่งขันอะไรมากมาย ทำให้จิตใจของพวกเขาสงบและผ่อนคลายได้ง่ายกว่าเรามากๆ เลยค่ะ มันไม่ใช่แค่การพักผ่อนแบบไม่ต้องทำอะไรนะ แต่มันคือการทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจเราสงบและได้พักผ่อนอย่างแท้จริง อย่างการได้ทำสวน การได้เดินเล่นในธรรมชาติ หรือการได้นั่งคุยกับเพื่อนบ้าน ต้าจำได้ว่าตอนไปที่โลมา ลินดา ต้าเห็นคุณป้าท่านหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้เงียบๆ เป็นชั่วโมงเลยค่ะ ไม่ได้รีบร้อนไปไหน ท่าทางของท่านดูสงบมากๆ ต้าคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา เราก็สามารถสร้างช่วงเวลาแบบนั้นให้ตัวเองได้เหมือนกันนะคะ อาจจะแค่ 15-30 นาทีต่อวันก็ได้ค่ะ ขอแค่เป็นช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้ทำสิ่งที่ชอบ และได้ปลดปล่อยความกังวลต่างๆ ออกไปจากจิตใจ เชื่อเถอะค่ะว่าการได้ผ่อนคลายแบบนี้เป็นประจำจะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นและอายุยืนยาวขึ้นได้จริงๆ

หายใจเข้าลึกๆ คลายกังวล

เทคนิคง่ายๆ ที่ต้าได้ยินมาบ่อยๆ จากคนใน Blue Zone คือการ “หายใจ” นี่แหละค่ะ ฟังดูธรรมดาใช่ไหมคะ แต่การหายใจอย่างมีสติ การหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกช้าๆ มันช่วยลดความเครียดและทำให้จิตใจเราสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยค่ะ ต้าเองก็เคยมีช่วงที่รู้สึกกังวลมากๆ จนหายใจติดขัดเลยค่ะ แต่พอได้ลองฝึกหายใจแบบที่เรียนรู้มา มันช่วยให้ใจเราสงบลงได้จริงๆ นะคะ เหมือนกับว่าออกซิเจนที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายมันช่วยฟื้นฟูระบบประสาทของเราให้กลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ลองคิดดูสิคะว่าในหนึ่งวันเราหายใจไปกี่ครั้ง แต่เราเคยใส่ใจกับการหายใจของเราจริงๆ จังๆ บ้างไหม การฝึกหายใจอย่างมีสติไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเลยค่ะ แค่วันละ 5-10 นาที ก่อนนอนหรือตอนเช้าตรู่ก็ได้ค่ะ ลองหาที่เงียบๆ นั่งสบายๆ แล้วโฟกัสกับการหายใจเข้าออกของเราดูนะคะ สังเกตลมหายใจที่ผ่านเข้ามาและออกไปจากร่างกายของเรา มันจะช่วยให้เราเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น และทำให้จิตใจเราสงบลงจากความวุ่นวายรอบตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยค่ะ

ธรรมชาติบำบัดใจ สุขกายสบายใจ

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอีกแล้วค่ะ ต้าเชื่อแบบนั้นจริงๆ เพราะจากที่ต้าได้เห็นคนใน Blue Zone พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน การเดินป่า หรือการนั่งริมทะเล การได้สัมผัสกับสีเขียวของต้นไม้ เสียงนกร้อง หรือลมพัดเบาๆ มันช่วยบำบัดจิตใจเราได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยล่ะค่ะ ต้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้าป่ามากๆ เลยนะคะ ทุกครั้งที่ได้เดินท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ มันทำให้ต้าเหมือนได้ชาร์จพลังงานให้ตัวเองจริงๆ ค่ะ ความเครียด ความกังวลต่างๆ เหมือนจะถูกพัดพาไปกับสายลมและแสงแดด และเมื่อเราได้กลับมาทำงาน เราก็จะรู้สึกสดชื่นและมีพลังมากขึ้น ต้าอยากชวนเพื่อนๆ ลองหาโอกาสไปเที่ยวธรรมชาติใกล้ๆ บ้านดูนะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นป่าใหญ่ก็ได้ค่ะ แค่สวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือการได้นั่งริมน้ำ ก็ช่วยให้จิตใจเราสงบและผ่อนคลายได้แล้วค่ะ การได้อยู่กับธรรมชาติมันช่วยให้เราได้พักจากหน้าจอ ได้อยู่กับตัวเอง และได้เชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวอย่างแท้จริง เป็นวิธีบำบัดใจที่ง่ายที่สุดและได้ผลดีที่สุดเลยล่ะค่ะ

ความสุขง่ายๆ จากการเคลื่อนไหวที่รัก

หลายคนอาจจะนึกถึงการออกกำลังกายหนักๆ เพื่อสุขภาพที่ดีใช่ไหมคะ แต่จากที่ต้าได้เรียนรู้จากคนใน Blue Zone พวกเขาไม่ได้เข้าฟิตเนส ไม่ได้วิ่งมาราธอนอะไรเลยค่ะ แต่พวกเขามีวิถีชีวิตที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอในแบบที่พวกเขารักและมีความสุขกับมัน ต้าสัมผัสได้เลยว่าการที่เราได้ขยับร่างกายในแบบที่เราชอบ มันไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพกายนะ แต่ยังดีต่อสุขภาพใจมากๆ เลยค่ะ เหมือนกับว่าร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา และลดความเครียดลงได้เยอะเลยค่ะ ต้าจำได้ว่าตอนไปที่โอกินาวา ต้าเห็นคุณยายหลายท่านเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ดูแล้วอายุก็ไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ต้าคิดว่านี่แหละคือหัวใจสำคัญ คือการที่เราได้เคลื่อนไหวร่างกายในแบบที่เรามีความสุข ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสหรือทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำ เพราะเมื่อเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปโดยปริยาย ไม่ต้องบังคับตัวเองเลยค่ะ ลองหาอะไรที่เพื่อนๆ ชอบทำดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น การทำสวน การเต้นรำ หรือแม้แต่การทำงานบ้าน มันก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งนั้นแหละค่ะ

เต้นรำ เดินเล่น แค่ขยับก็สุขแล้ว

เคยไหมคะที่รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ แล้วพอได้ลุกขึ้นมาขยับตัวทำอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกดีขึ้นทันที? ต้าเป็นบ่อยเลยค่ะ และนี่คือสิ่งที่ต้าเห็นจากคนใน Blue Zone เลยค่ะ การเคลื่อนไหวร่างกายของพวกเขาไม่ได้เป็นไปเพื่อการออกกำลังกายแบบเคร่งครัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เหมือนการเต้นรำในงานเฉลิมฉลอง การเดินไปมาหาสู่เพื่อนบ้าน หรือการทำสวนที่ต้องใช้แรงงานเล็กน้อย ต้าเคยลองลุกขึ้นมาเต้นตามคลิปในยูทูปตอนที่รู้สึกเครียดๆ นะคะ เชื่อไหมคะว่าแค่ไม่กี่นาที ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เหมือนกับว่าพลังงานลบๆ มันได้ถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวเหล่านั้น การเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเช้าๆ ก็เป็นอีกกิจกรรมที่ต้าชอบมากๆ ค่ะ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้มองดูผู้คน ได้เห็นธรรมชาติรอบตัว มันทำให้จิตใจเราสงบและเบิกบานไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ อย่ามองข้ามพลังของการขยับตัวง่ายๆ เหล่านี้นะคะ เพราะมันคือวิธีเติมความสุขให้ชีวิตของเราได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย

Advertisement

เปลี่ยนกิจกรรมให้เป็นการบำบัด

블루존 라이프스타일의 정신적 측면 - **Prompt:** "A joyful outdoor gathering of elderly men and women in a charming, sunlit village squar...
สำหรับต้าแล้ว การเคลื่อนไหวร่างกายบางอย่างมันไม่ได้เป็นแค่ออกกำลังกาย แต่มันคือการบำบัดเลยค่ะ อย่างการทำสวนนี่แหละ ต้าจะรู้สึกผ่อนคลายมากๆ เวลาได้จับดิน ได้รดน้ำต้นไม้ ได้เห็นดอกไม้ที่ปลูกออกดอกออกผล ต้าคิดว่าคนใน Blue Zone เองก็คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันค่ะ กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ร่างกายได้ขยับ แต่ยังช่วยให้จิตใจเราได้โฟกัสอยู่กับปัจจุบัน ได้ลืมเรื่องราวความวุ่นวายอื่นๆ ไปชั่วขณะ ต้าเคยคุยกับคุณป้าคนหนึ่งที่นิโคยา ประเทศคอสตาริกา ท่านบอกว่าการทำสวนคือความสุขของท่าน ท่านไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยที่ต้องมาดูแลต้นไม้ เพราะมันคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้สร้างสรรค์สิ่งสวยงาม และได้เห็นชีวิตที่เติบโต ต้าเชื่อว่าเราทุกคนมีกิจกรรมอะไรสักอย่างที่เราชอบทำและรู้สึกว่ามันเป็นการบำบัดจิตใจเราได้เหมือนกันนะคะ ลองหากิจกรรมแบบนั้นให้เจอ แล้วทำมันอย่างสม่ำเสมอค่ะ เพราะมันไม่เพียงแค่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยให้จิตใจเราสงบ มีความสุข และมีพลังในการใช้ชีวิตต่อไปด้วย

กินอย่างมีสติ: บ่มเพาะสุขภาพดีจากภายใน

พูดถึง Blue Zone หลายคนอาจจะนึกถึงอาหารที่พวกเขากินใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ว่ากินอะไรนะ แต่ “วิธีกิน” ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยล่ะค่ะ ต้าสังเกตเห็นว่าคนใน Blue Zone ส่วนใหญ่จะกินอย่างมีสติมากๆ คือไม่ได้รีบร้อนกิน ไม่ได้กินไปทำอย่างอื่นไปด้วย แต่จะค่อยๆ ละเลียดรสชาติอาหารอย่างช้าๆ ต้าเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินเร็วๆ กินไปดูซีรีส์ไป หรือกินไปทำงานไปค่ะ แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมากินอย่างมีสติมากขึ้น ต้ารู้สึกเลยว่ามันส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจเรามากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นนะ แต่ยังทำให้เรามีความสุขกับมื้ออาหารมากขึ้น ได้สัมผัสถึงรสชาติ กลิ่น และสัมผัสของอาหารอย่างแท้จริง การได้กินอาหารดีๆ อย่างมีสติ มันคือการได้บ่มเพาะสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก เหมือนกับว่าเราได้เติมพลังงานดีๆ ให้กับร่างกายและจิตใจของเราไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ลิ้มรสอาหารอย่างละเมียดละไม

เคยไหมคะที่กินอาหารอร่อยๆ แต่กลับไม่รู้สึกถึงรสชาติเลยเพราะรีบกินเกินไป? ต้าว่าหลายคนคงเคยเป็นเหมือนกันใช่ไหมคะ แต่คนใน Blue Zone ส่วนใหญ่จะตรงกันข้ามเลยค่ะ พวกเขาจะใช้เวลาในการกินอาหารอย่างละเมียดละไมมากๆ เหมือนกับว่ากำลังดื่มด่ำกับงานศิลปะชิ้นเอกเลยล่ะ ต้าจำได้ว่าตอนไปที่ซาร์ดิเนีย ต้าเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งกินข้าวด้วยกันเป็นชั่วโมงๆ เลยค่ะ คุยกัน หัวเราะกัน แล้วก็ค่อยๆ กินอาหารที่ปรุงมาอย่างพิถีพิถัน ต้าคิดว่าการที่เราได้ลิ้มรสอาหารอย่างช้าๆ มันไม่ได้แค่ช่วยให้เราอิ่มนานขึ้นนะ แต่ยังช่วยให้เราได้สัมผัสถึงคุณค่าของอาหารแต่ละชนิด ได้ขอบคุณผู้คนที่ปลูก ได้ขอบคุณธรรมชาติที่มอบสิ่งดีๆ ให้เรา และที่สำคัญคือมันช่วยให้จิตใจเราสงบและมีความสุขไปกับช่วงเวลานั้นๆ อย่างแท้จริง ต้าอยากชวนเพื่อนๆ ลองฝึกกินอย่างมีสติกันดูนะคะ อาจจะเริ่มจากมื้อเล็กๆ ก่อนก็ได้ค่ะ วางโทรศัพท์ลง ปิดทีวี แล้วโฟกัสไปที่อาหารตรงหน้าอย่างเต็มที่ รับรองเลยค่ะว่ามื้ออาหารของเพื่อนๆ จะมีความสุขและมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย

ขอบคุณทุกคำที่หล่อเลี้ยงชีวิต

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้าสัมผัสได้จากคนใน Blue Zone คือพวกเขามักจะมีความรู้สึก “ขอบคุณ” ในทุกๆ สิ่งที่ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาหารที่พวกเขากิน ต้าคิดว่าความรู้สึกขอบคุณนี้แหละค่ะที่ช่วยเติมเต็มจิตใจของพวกเขาให้มีความสุขและอิ่มเอมใจอย่างแท้จริง การที่เราได้ขอบคุณอาหารที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหารง่ายๆ หรือวัตถุดิบเล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาปรุง มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราโชคดีแค่ไหนที่มีอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจของเรา ต้าเองก็เคยลองฝึกขอบคุณอาหารก่อนกินทุกมื้อนะคะ มันทำให้รู้สึกดีขึ้นมากๆ เลยค่ะ เหมือนกับว่าเราได้ส่งพลังงานบวกให้กับอาหารเหล่านั้น แล้วอาหารเหล่านั้นก็ส่งพลังงานบวกกลับมาให้เราอีกที นอกจากนี้ การกินอย่างมีสติและรู้สึกขอบคุณยังช่วยให้เราใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และลดการกินทิ้งกินขว้างลงไปได้เยอะเลยค่ะ การได้บ่มเพาะความรู้สึกขอบคุณในจิตใจ มันไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพกายนะ แต่ยังช่วยบ่มเพาะสุขภาพใจของเราให้แข็งแรงและมีความสุขได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปลูกฝังความเมตตา: การให้คือการได้รับ

เพื่อนๆ เคยไหมคะที่รู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่เราได้ช่วยเหลือใครสักคน หรือได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากเรา? ต้าเชื่อว่าทุกคนต้องเคยสัมผัสความรู้สึกนี้มาบ้างแหละค่ะ และนี่คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ต้าเห็นได้ชัดเจนในวิถีชีวิตของคนใน Blue Zone เลยค่ะ พวกเขามักจะมีจิตใจที่เมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ ต้าสัมผัสได้เลยว่าการที่เราได้ให้ มันไม่ใช่แค่การส่งต่อสิ่งดีๆ ออกไปเท่านั้นนะ แต่มันคือการได้รับกลับคืนมาซึ่งความสุข ความอิ่มเอมใจ และความรู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่า มันเหมือนกับเป็นวงจรแห่งความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุดเลยล่ะค่ะ ต้าจำได้ว่าตอนไปที่โลมา ลินดา ต้าเห็นคุณยายคนหนึ่งกำลังทำขนมปังแจกเพื่อนบ้านฟรีๆ ทุกอาทิตย์เลยค่ะ ท่านบอกว่าการได้เห็นเพื่อนบ้านมีความสุขกับขนมปังของท่านคือความสุขที่สุดแล้ว ต้าคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา เราก็สามารถปลูกฝังความเมตตาและการให้ได้ในหลายๆ รูปแบบเลยนะคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไปค่ะ

แบ่งปันรอยยิ้มและน้ำใจ

การให้ที่ง่ายที่สุดและทรงพลังที่สุดก็คือการแบ่งปันรอยยิ้มและน้ำใจนี่แหละค่ะ ต้าเชื่อว่ารอยยิ้มเล็กๆ ของเราสามารถเปลี่ยนวันแย่ๆ ของใครบางคนให้ดีขึ้นได้เลยนะ จากประสบการณ์ของต้าเอง ตอนที่ต้าเจอเรื่องไม่สบายใจ แล้วมีใครสักคนยิ้มให้ หรือพูดให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ มันช่วยให้ต้ามีแรงสู้ต่อได้จริงๆ ค่ะ และต้าก็เห็นว่าคนใน Blue Zone ก็ทำแบบนี้กันบ่อยๆ เลยค่ะ พวกเขาจะทักทายกันด้วยรอยยิ้ม คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และพร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อเพื่อนบ้านต้องการ ต้าคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา เราก็สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ เลยค่ะ ลองยิ้มให้คนที่เราเจอในตอนเช้า ลองทักทายเพื่อนร่วมงาน หรือลองแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กับคนรอบข้างดูสิคะ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พลังของมันยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดมากๆ เลยนะคะ เพราะเมื่อเราให้รอยยิ้มและน้ำใจออกไป เราก็จะได้รับสิ่งดีๆ เหล่านั้นกลับคืนมาอย่างแน่นอน และมันจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับตัวเราและคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

จิตอาสา ตัวช่วยเพิ่มความสุข

ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาวิธีเพิ่มความสุขให้ตัวเอง ต้าอยากแนะนำให้ลองทำ “จิตอาสา” ดูค่ะ เพราะจากประสบการณ์ตรงของต้า และสิ่งที่ต้าได้เรียนรู้จากคนใน Blue Zone การที่เราได้สละเวลาเล็กๆ น้อยๆ ของเราไปช่วยเหลือผู้อื่น หรือทำประโยชน์ให้กับสังคม มันช่วยเพิ่มความสุขในใจเราได้อย่างมหาศาลเลยล่ะค่ะ ต้าเคยไปช่วยปลูกป่ากับกลุ่มเพื่อนๆ มาแล้วนะคะ แม้ว่าจะเหนื่อยมากๆ แต่พอได้เห็นต้นไม้เล็กๆ ที่เราปลูกลงดิน ได้เห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจมากๆ เลยค่ะ หรือแม้แต่การได้บริจาคสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้วให้กับคนที่ขาดแคลน มันก็สร้างความสุขเล็กๆ ให้เราได้เหมือนกันนะคะ จิตอาสาไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่โตเสมอไปค่ะ อาจจะแค่ช่วยเก็บขยะในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือช่วยสอนหนังสือเด็กๆ ก็ได้ค่ะ ขอแค่เรามีใจที่อยากจะให้และอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น ต้าเชื่อว่าความสุขจากการทำจิตอาสาจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเราให้มีความหมาย มีพลังงานบวก และทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

หลักคิดจาก Blue Zone ปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา
มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน (Ikigai) ลองเขียนสิ่งที่เราหลงใหลและอยากทำให้สำเร็จในแต่ละวัน
เชื่อมโยงกับชุมชนและสังคม หากิจกรรมร่วมกับเพื่อนบ้าน หรือเข้าร่วมชมรมที่สนใจ
ผ่อนคลายความเครียดตามธรรมชาติ ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ทำสมาธิสั้นๆ หรือฟังเพลงผ่อนคลาย
เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือทำงานอดิเรกที่ต้องใช้ร่างกาย
กินอย่างมีสติและรู้คุณค่า ค่อยๆ เคี้ยวอาหาร ละเลียดรสชาติ ไม่รีบกิน
ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา อาสาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ หรือแบ่งปันสิ่งของ รอยยิ้ม
Advertisement

글을 마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ หลังจากที่ต้าได้พาไปเจาะลึกวิถีชีวิตของคนใน Blue Zone แล้ว ต้าหวังว่าเพื่อนๆ จะได้รับแรงบันดาลใจและไอเดียดีๆ ในการใช้ชีวิตให้มีความสุขและยืนยาวขึ้นนะคะ สิ่งที่ต้าสัมผัสได้จากการศึกษาและพูดคุยกับผู้คนมากมายคือ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีเงินทองมากมาย หรือการมีชีวิตที่หรูหรา แต่กลับอยู่ที่การรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีเป้าหมาย และรู้จักที่จะเชื่อมโยงกับคนรอบข้างและธรรมชาติอย่างแท้จริง การได้ลองนำหลักคิดเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของต้า ทำให้ต้าได้ค้นพบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ยิ่งใหญ่ และรู้สึกอิ่มเอมใจในทุกๆ วันค่ะ

알아두면 쓸모 있는 정보

1. การมีเป้าหมายในชีวิต (Ikigai) ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไปค่ะ ลองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากตื่นขึ้นมาทำในแต่ละวัน เช่น การได้ดูแลต้นไม้ การทำอาหารจานโปรด หรือการได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม

2. สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรอบข้าง ทั้งครอบครัว เพื่อน และชุมชน การได้พูดคุย แบ่งปันความสุขความทุกข์ จะช่วยเติมเต็มจิตใจของเราให้เข้มแข็งและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

3. ผ่อนคลายความเครียดตามธรรมชาติ หาเวลาให้กับตัวเอง ได้อยู่กับธรรมชาติ ทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบ เช่น เดินเล่นในสวนสาธารณะ ฟังเพลงผ่อนคลาย หรือฝึกหายใจลึกๆ สัก 5-10 นาที

4. เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอในแบบที่เราชอบ ไม่จำเป็นต้องเข้ายิมเสมอไปค่ะ การเดินเล่น ทำสวน เต้นรำ หรือแม้แต่การทำงานบ้าน ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและจิตใจเบิกบานได้

5. กินอย่างมีสติ ค่อยๆ ละเลียดรสชาติอาหาร ไม่รีบกิน และรู้สึกขอบคุณในทุกๆ คำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา การกินอย่างมีสติจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และทำให้เรามีความสุขกับมื้ออาหารมากขึ้น

Advertisement

중요 사항 정리

จากประสบการณ์ของต้าและสิ่งที่ต้าได้เรียนรู้มาทั้งหมด ต้าอยากจะบอกว่าหัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขแบบคนใน Blue Zone คือการรู้จักใช้ชีวิตอย่างสมดุลค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการกินหรือการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการมีเป้าหมายในชีวิต การสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี การจัดการกับความเครียดอย่างเป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวร่างกายที่สม่ำเสมอ การกินอย่างมีสติ และการรู้จักแบ่งปันความเมตตาให้กับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ทั้งร่างกายและจิตใจของเราแข็งแรง มีความสุข และมีพลังในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกๆ วันค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในเมื่อเราไม่ได้อยู่ใน Blue Zone ที่มีธรรมชาติโอบล้อม เราจะเอาหลักคิดเรื่องสุขภาพใจแบบคน Blue Zone มาปรับใช้กับชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบได้ยังไงบ้างคะ

ตอบ: คำถามนี้โดนใจต้ามากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ เพราะต้าเองก็เป็นคนเมืองที่ต้องเจอความวุ่นวายไม่ต่างกัน จากที่ต้าได้ศึกษาและลองปรับใช้มา สิ่งแรกเลยคือ “การหาเวลาให้ตัวเองได้พักใจ” ค่ะ ไม่ต้องไปถึงทะเลภูเขาที่ไหนหรอก แค่หาช่วงเวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน อย่างเช้าตรู่ก่อนเริ่มงาน หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน สัก 15-30 นาที นั่งจิบกาแฟสบายๆ ฟังเพลงโปรด หรือจะออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้ค่ะ การได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ แค่ไม่กี่นาทีนี่แหละ ช่วยให้เราได้ “รีเซ็ต” จิตใจ และทำให้เรามีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากขึ้นจริงๆ นะคะ อีกอย่างคือ “การมีเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน” ค่ะ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ เช่น วันนี้จะลองทำอาหารเมนูใหม่ๆ หรือจะโทรหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนานๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยเติมเต็มความรู้สึกมีคุณค่าให้เราได้เยอะเลยค่ะ ต้าลองแล้วมันเวิร์คมากๆ เลยนะ

ถาม: คนใน Blue Zone เขามี “วิธีคิด” หรือ “ทัศนคติ” แบบไหนเป็นพิเศษที่ทำให้พวกเขามีอายุยืนและมีความสุขคะ เหมือนมีพลังงานบวกอยู่ตลอดเวลาเลย

ตอบ: อื้อหือ คำถามนี้ลึกซึ้งมากๆ เลยค่ะ! ต้าบอกได้เลยว่าเท่าที่สัมผัสและเรียนรู้มา คนใน Blue Zone เขามี “Mindset” ที่แข็งแกร่งและสงบมากๆ เลยนะ สิ่งสำคัญที่ต้าเห็นชัดเลยคือ “การมองหาความหมายในชีวิต” หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Ikigai ค่ะ คือเขารู้ว่าตื่นมาแล้วจะทำอะไรเพื่อใคร มันไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตไปวันๆ แต่เป็นการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ยังคงมีบทบาทในชุมชน ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าและมีความสุขอยู่เสมอเลยค่ะ ลองนึกภาพคุณยายวัย 90 ที่ยังคงทำขนมให้หลานๆ หรือคุณปู่วัย 100 ที่ยังคงช่วยดูแลสวนสิคะ พวกท่านไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ แต่รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ นี่คือพลังที่ทำให้ใจฟูและมีชีวิตชีวามากๆ เลยนะ ต้าเองก็พยายามหา Ikigai ของตัวเองอยู่เรื่อยๆ เลยค่ะ มันเหมือนเป็นเข็มทิศให้เราเดินหน้าต่อได้อย่างมีความสุข

ถาม: ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือชุมชนมีผลต่อสุขภาพใจและความยืนยาวของเราได้มากน้อยแค่ไหนคะ สำหรับคนไทยที่อาจจะไม่ได้มีชุมชนแน่นแฟ้นแบบ Blue Zone

ตอบ: เป็นอีกคำถามที่ต้าคิดว่าสำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! จากประสบการณ์ตรงที่ต้าได้เห็นและอ่านมา ความสัมพันธ์ทางสังคม หรือที่เรียกว่า “Social Connection” นี่แหละค่ะ คือหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ของคนใน Blue Zone เลยนะ พวกเขามีเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง มีเพื่อน มีครอบครัวคอยเกื้อหนุนกันตลอด ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพใจเราโดยตรงเลยค่ะ ยิ่งใจเรามีความสุข ความเครียดน้อยลง ร่างกายเราก็ผลิตฮอร์โมนดีๆ ออกมาเยอะ ทำให้สุขภาพกายเราดีตามไปด้วย ส่วนคนไทยอย่างเราๆ ที่อาจจะไม่ได้อยู่ในชุมชนเล็กๆ แบบชนบท ต้าคิดว่าเราสามารถสร้าง “Blue Zone ฉบับเราเอง” ได้ค่ะ!
เริ่มจากคนใกล้ตัว อย่างครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน พยายามใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกันอย่างเปิดใจ หรือจะลองเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่เราสนใจ เช่น ชมรมโยคะ กลุ่มวิ่ง กลุ่มจิตอาสา ก็ได้ค่ะ การได้เจอคนที่มีความสนใจคล้ายกัน ช่วยให้เราสร้างสังคมใหม่ๆ ที่อบอุ่นและแน่นแฟ้นได้ไม่แพ้กันเลยนะ ต้าเชื่อว่าคนไทยเป็นคนมีน้ำใจและรักพวกพ้องอยู่แล้ว เราแค่ต้องเปิดใจและออกไปเชื่อมโยงกับผู้คนให้มากขึ้นค่ะ

📚 อ้างอิง